adsense

บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศักดิ์สิทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศักดิ์สิทธิ์ แสดงบทความทั้งหมด

ความลับของดวงแก้ว [3]

เรามาอ่านเรื่อง “ความลับของดวงแก้ว” ในหนังสือ “แก้วกายสิทธิ์” ของเว็บนวกาพรหมกันต่อเป็นบทความสุดท้าย

เรื่องเกี่ยวกับแก้วเสด็จ

คือ ตั้งแต่สมัยโบราณ คนเฒ่าคนแก่ จะเล่าให้ฟังว่าตามป่าเขายามดึกสงัด วันเพ็ญ 15 ค่ำ มักมีแก้วสุกใสสว่างดวงกลมลอยขึ้น จากภูเขาลูกนี้ไปลงเขาลูกนั้น

พอใกล้สว่างก็ลอยกลับลงมาที่เขาลูกเดิม แก้วบางดวงก็เล็ก,ใหญ่มีรัศมีสีแสงอ่อนไม่เท่ากัน บางดวงมีบริวารแวดล้อมระยิบระยับไปหมด

เรื่องทำนองนี้มีผู้พบเห็นมาแต่โบราณจนแม้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เป็นที่สนใจสงสัยของบรรพบุรุษ ซึ่งสมัยนั้นคงสงสัยในใจกันมานาน และสมัยโบราณปกครองด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย 

ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองที่เมืองป่า  เขาได้พบเห็นปรากฏการณ์นี้  ด้วยความสงสัยมานาน  ที่เห็นดวงสว่างลอยขึ้นจากยอดเขาหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของภูเขา  แล้วลอยไปยังเขาอีกลูกหนึ่งพอใกล้สว่างก็ลอยกลับที่เดิม  เป็นเช่นนี้นานเข้า

ด้วยความสงสัยอยากรู้  และอาศัยมีอำนาจสั่งการให้ไพร่ฟ้าหรือบริวารทดลองขุดดูตรงบริเวณที่แสงลอยหายตกวูบไป

เมื่อขุดดูก็ได้พบแท่งแก้วผลึกบ้าง  ก้อนแก้วผลึกบ้าง  เป็นหินขาวใสบริสุทธิ์บ้าง  ขาวขุ่นๆ ใสๆ บ้าง   จึงนำมาทำเป็นเครื่องประดับยอดเจดีย์  เช่น ทำเจียระไนเป็นรูปดอกบัวรูปดวงแก้วกลม  ไว้บนฉัตรทองคำยอดพระธาตุ  เจดีย์ต่าง ๆ

เช่น เจดีย์หริภุญชัย ลำพูน,พระธาตุดอยสุเทพ,พระธาตุต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ,พระธาตุนครศรีธรรมราช  ก็มีดวงแก้วกลมใสจำนวนมากประดับบนฉัตรรอบยอดเจดีย์

และวันดีคืนดี  ก็จะมีปาฏิหาริย์เป็นดวงแสงสว่างลอยจากยอดเจดีย์นั้นไปหาเจดีย์นี้  เชื่อกันว่าแก้วเสด็จไปมาหาสู่กับแก้วด้วยกันในถิ่นอื่นๆ หรือไปเยี่ยมกัน 
 
และนอกจากนี้คนยุคโบราณยังนำหินแก้วกายสิทธิ์เหล่านี้มาเจียระไน  ทำเป็นพระพุทธรูปบรรจุไว้ในเจดีย์ที่เชียงแสน,เชียงใหม่,อ.ฮอด,เชียงราย,ลำพูน,ลำปาง,น่านแพร่,อุตรดิตถ์,พิษณุโลก,อยุธยา ฯลฯ

แสดงว่ามีผู้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มาแต่โบราณกาลนับพัน ๆ ปีแล้ว

จากหลักฐานที่ขุดค้นพบจากกรุเจดีย์ต่างๆ ในภาคเหนือนั้น  ก็ล้วนพบดวงแก้วกายสิทธิ์บ้าง  พระหินแก้วกายสิทธิ์บ้าง  และกายสิทธิ์รูปต่างๆ  ดังปรากฏหลักฐานในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั่วประเทศ

ซึ่งจะพบว่าตามกรุเจดีย์วัดร้างที่ขุดพบนี้  มีพระแก้วกายสิทธิ์, ช้างแก้ว, กวางแก้ว, ผอบแก้วใส่พระบรมสารีริกธาตุและมีดวงแก้วกลมอีกด้วย  เช่น  ที่พบจากเมืองฮอดเชียงใหม่  เชียงแสน เชียงของ เชียงคำ และอำเภอเถิน ลำปาง

แสดงว่าบรรพบุรุษของไทยได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้วตั้งแต่โบราณกาล

ความลับเกี่ยวกับเรื่องขุมแก้วกายสิทธิ์ในเมืองเหนือ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระพุทธแก้ว  อันถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง  เพราะแก้วย่อมถือเป็นของมีค่าหาได้ยาก โดยเฉเพาะแก้วหินจากธรรมชาติ

พระแก้วที่เกิดขึ้นในเมืองเหนือที่ถือเป็นพระปฏิมากรองค์สำคัญ เช่น พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน  ก็พบครั้งแรกในกรุกลางเมืองเชียงราย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๙

เรื่องพระแก้วมรกตนี้ คุณลุงการุณย์ บุญมานุชบอกว่า หินที่แกะเป็นพระแก้วมรกตนั้น เป็นหินที่ตกมาจากอายตนะนิพพาน

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง มีหน้าตัก ๖ นิ้ว  พบในลำปางตามตำนานกล่าวว่าพบเป็นลูกแก้วอยู่ในผลแตงโม (มะเต้า) แล้วนำมาเจียระไนเป็นพระพุทธรูป

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง มีความสำคัญคู่ตำนานคือ พระแก้วหริภุญชัย กล่าวว่าเป็น  พระแก้วของพระนางจามเทวีแต่สมัยหริภุญชัย  ขณะนี้อยู่ที่วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ ทราบกันดีในชื่อ พระเสตังคมณี

นอกจากนี้ ยังมีประดิษฐกรรมจากแก้ว  ที่พบกันในกรุร้างวัดต่างๆ ในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ปรากฏว่ามีทั้งพระพุทธรูปแก้วกายสิทธิ์ใสๆ ช้างแก้ว กวางแก้ว ดวงแก้วกลมใส ผอบแก้วใสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในเขตเมืองเก่า เชียงแสน เชียงขอม เชียงคำ และเขตกรุร้างต่างๆ  ในจังหวัดภาคเหนือ

และในกรุวัดร้างของอำเภอเถินก็พบหลักฐานที่ประดิษฐกรรมเจียระไนจากหินแก้วกายสิทธิ์ ในรูปต่างๆ เจริญอยู่ในสมัยลานนาไทยมานานแล้ว

ทางสุโขทัยและพระนครศรีอยุธยา การขุดค้นต่างๆ ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร  ก็พบแก้วใสด้วยวิธีเจียระไนแบบพื้นเมืองโบราณ

ลึกลงไปในสมัยก่อนประวัติศาสตร์   ได้พบหลักฐานว่าคนในสมัยดึกดำบรรพ์ได้นำลูกแก้วปัดสีต่างๆ มาประดับคุ้มครองตัวเอง  เราจะหาดูได้จากพิพิธภัณฑ์อู่ทอง

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือ  ลูกแก้วลูกปัดที่มีสีขาวใสสะดุดตาเรียกว่า แก้วน้ำค้าง” ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหินแก้วกายสิทธิ์ หินผลึก หินเขียวหนุมาน หินแก้วโป่งข่ามนั่นเอง

นอกจากหินแก้วกายสิทธิ์สีขาวแล้ว อาจมีสีม่วง ชมพู น้ำชา สีฟ้า และมีแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าปะปนมีคล้ายตะไคร่น้ำ ทราย หรือเป็นเส้นสีดำ สีทอง สีนาค สีเงิน ซึ่งล้วนเป็นหินแก้วกายสิทธิ์เกิดเองตามธรรมชาติ มีอายุนับล้าน ๆ ปี

หินแก้วชนิดขาวใสบริสุทธิ์เป็นของหายากและมีค่าสูงพอ ๆ กับสีม่วงใสซึ่งนิยมกันมาก และมีราคาแพงแต่ทว่าลักษณะหินแก้วใสเหล่านี้เกิดเองมีขนาดใหญ่ ๆ ที่ใสบริสุทธิ์จริง ๆ หายากมาก

ส่วนมากมักขุ่นครึ่งใสครึ่ง ถึงใสหมดก็มีขนาดเล็ก  และหายากมีค่าสูง ส่วนบางก้อนถึงใสสนิทก็อาจมีลายหินม่านหินตามธรรมชาติเกิดอยู่ภายในปะปนอยู่ทุกก้อน  ทุกดวง  มากบ้าง  น้อยบ้าง ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงของธรรมชาติ

ในต่างประเทศ เช่น จีน เรียกแก้วกายสิทธ์นี้ว่า หินแก้วจุยเจีย” หรือที่แปลกันว่าแก้วหยกน้ำค้าง หรือ น้ำกลายเป็นหินแข็งใส ทำนองนี้

แก้วจุยเจียมักมีคุณภาพความใสสะอาดเป็นเลิศ และมีขนาดใหญ่ สามารถนำมาเจียระไนเป็นลูกแก้วกลมใสขาดเท่าลูกพุทรา เท่ามะนาว

ตัวอย่างในตำนานจีนประวัติ  8  เซียน กล่าวถึง "หลีเล่ากุน"  มีดวงแก้ววิเศษเท่าผลส้ม  เปล่งแสงออกมาเป็นฉัพพรรณรังสี  รัศมี 6 ประการ  และเมื่ออธิษฐานขอดูภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ จากดวงแก้ว  จะเห็นตามเป็นจริง

นอกจากนี้ ในศาสนาพุทธมหายานในจีน  พระพุทธรูปตรีกาย (ซำเป้า) พระพุทธรูปองค์กลาง (พระศากยมุนี)  พระหัตถ์ถือดวงแก้วเป็นสัญลักษณ์

ส่วนทางยุโรป อเมริกาเรียกว่า ร็อคคริสตัล “คริสตัล” เรียกสั้นๆ ว่า คว้อทซ์นั่นเอง  ประชาชนชาวจีน ชาวญี่ปุ่น นิยมนำเอาหินจุยเจียมาทำเป็นดวงแก้วกลมเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง

เพื่อนำมาเป็นนิมิต ปฏิบัติธรรม ซึ่งมีอานุภาพต่อทางจิตสูงมาก เช่นถือกันว่ามีพลังวิเศษอยู่ในดวงแก้วนั้น

ในทวีปอเมริกานิยมเอาหินแก้วใสบริสุทธิ์  ร็อคคริสตัลจุยเจียนี้ทำเป็นคริสตัลบอลล์ หรือดวงแก้ว ใช้เพ่งให้จิตเป็นสมาธิ  เพื่อให้รู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ได้ เช่นยีนส์ ดิกสัน ชาวอเมริกาที่โด่งดังในอเมริกา

สำหรับในประเทศไทยนิยมยกย่องหินแก้วผลึกขาวใส (จุยเจีย)  เป็นรัตนะ (แก้วอันประณีต ประเสริฐ) เป็นของบริสุทธิ์จึงนิยมมาเจียระไน เป็นพระพุทธรูป, ผอบ, เจดีย์แก้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า, พระธาตุของพระอรหันต์ และนิยมทำเป็นดวงแก้วกลมประดับบูชาไว้บนยอดเจดีย์ต่าง ๆ

โดยปกติแล้ว รัตนชาติทั้งหลายนั้น มีจักรพรรดิอยู่ในนั้น และจะเป็นจักรพรรดิของฝ่ายธรรมะ หรือฝ่ายขาว  ยกเว้น นิล เป็นจักรพรรดิของฝ่ายมาร

สำหรับเหล็กไหลก็เป็นจักรพรรดิของฝ่ายมารเช่นเดียวกัน

จักรพรรดิทั้งหลายเหล่านั้น ถ้าจะให้ดีต้องเอาท่านมาเรียนวิชาธรรมกาย บารมีของท่านจะโตเร็วมาก


จักรพรรดิที่ไม่มาเกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกายนั้น บารมีจะโตช้า เสียเวลาในการมาสร้างบารมีของท่านด้วย



ความลับของดวงแก้ว [2]

เรามาอ่านเรื่อง “ความลับของดวงแก้ว” ในหนังสือ “แก้วกายสิทธิ์” ของเว็บนวกาพรหมกันต่อ

ดวงแก้วกายสิทธิ์ - จักรพรรดิ  คู่บารมีหลวงปู่ทวด

มิใช่แต่เฉพาะที่วัดปากน้ำเท่านั้นที่พบแก้วกายสิทธิ์  แม้ในอดีตสมัยหลวงพ่อทวด  ซึ่งเป็นพระปฏิบัติสมัยอยุธยา ตามประวัติกล่าวว่า  ในสมัยที่หลวงพ่อทวดเกิดใหม่ๆ นั้นได้มีงูคาบดวงแก้วกายสิทธิ์มาให้ 

นับเป็นเรื่องแปลกหรืออาจกล่าวว่า  แก้วกายสิทธิ์เป็นของคู่บุญบารมีมาอุปการะ  ช่วยเหลือคุ้มครองแก่ผู้มีบุญบารมีทางธรรมปฏิบัติโดยเฉพาะก็คงกล่าวไม่ผิด 

เดิมมีลักษณะกลมแบบมะนาว  ต่อมาถูกคนบ้าลักขโมยไปและเอาหินทุบจนแหว่งไป   ลักษณะคล้ายไข่นกกระทา

เรื่องนี้เป็นไปได้ คือ มีคนบ้ามาลักเอาเรือนจักรพรรดิหรือดวงแก้วไป แล้วเอาไปทำให้เสียหาย เรื่องก็เป็นเพราะ มารมันต้องการทำลายเรือน

เรื่องที่เล่ามานี้ มารมันต้องเข้าไปบังคับใจของคนบ้าให้ทำอย่างนั้น

ดวงแก้วนี้ มีลักษณะเป็นหินแท้ธรรมชาติ คือ ในเนื้อแก้วจะมีลายหิน, รอยหิน  มีคราบสีเหลืองแก่ปะปนอยู่ในหินแก้วบ่งบอกอายุความเก่าแก่ของหิน

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานยืนยันจากประวัติพระธุดงค์ที่ท่านจาริกไปในป่าเขาปฏิบัติธรรม  มีบางท่านปักกลดในป่าบริเวณตีนเขา  พอตกดึกก็แลเห็นมีแสงสว่างพุ่งขึ้นบนยอดเขา  พอรุ่งเช้าจึงขึ้นไปดูพบมีหินแก้วกายสิทธิ์สีต่างๆ

ต่อมาท่านก็ใช้ลูกศิษย์ไปนำแก้วกายสิทธิ์เหล่านั้นมาบรรจุไว้ที่ถ้ำกระบอก  สระบุรี  ทีมีชื่อเสียงในการรักษาผู้ติดยาเสพติดจนได้รางวัลแมกไซไซ

มีสามเณรองค์หนึ่งปฏิบัติกรรมฐานจาริกธุดงค์ปักกลดที่ป่าเขาในจังหวัดแพร่  มีคืนหนึ่งขณะเข้าที่เจริญภาวนาเสร็จแล้ว ท่านลืมตาออกจากสมาธิ  ท่านได้เห็นมีแสงนวลสว่างออกมาจากพื้นดินเขานั้น

ท่านจึงเข้าไปดู  พบว่ามีดวงแก้วกายสิทธิ์ขาวใสภายในมีสีเขียวคล้ายตะไคร่น้ำอยู่ในนั้นด้วย 

และมีพระนักปฏิบัติธรรมสายอีสาน  ชื่อพระอาจารย์พุฒ  รตนญาโน  แห่งวัดป่าเขาสวนกวาง  จังหวัดขอนแก่น 

ท่านได้ตอบสัมภาษณ์แก่นักข่าว วารสารฉบับหนึ่งที่มาถามท่านขณะท่านมา ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร  กรุงเทพฯ ถึงเรื่องแก้วกายสิทธิ์ที่พระอาจารย์พุฒ  เดินธุดงค์กรรมฐานไปที่ภูเขาลูกหนึ่ง

คืนหนึ่งขณะที่ท่านกำลังทำความเพียรเดินจงกรมไปมาตรงบริเวณที่พัก ท่านสังเกตเห็นแสงสว่างเรืองสุกใส  ลอยวนไปวนมาเหนือศีรษะ 

ท่านเลยเงยหน้าขึ้นไปมอง  ลูกแก้วนี้ลอยวนไปวนมาเหมือนมีชีวิต  ครั้งแรกที่ท่านเห็นก็อดคิดไปต่าง ๆ นานาไม่ได้  เพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือของวิเศษชนิดหนึ่ง

แต่ในที่สุดท่านก็สำรวมใจ  ไม่สนใจภายนอกมุ่งเดินจงกลมปฏิบัติความเพียรต่อ  จนได้เวลาก็เข้าในกลดนั่งสมาธิภาวนาจนรุ่งเช้า  และท่านยังคงปักกลดที่นั่นเพราะสงบดีเหมาะแก่การภาวนามาก

วันที่สองตอนกลางคืน  ท่านก็ปฏิบัติสวดมนต์  แล้วมานั่งสมาธิภาวนา  พอตกดึกท่านก็เดินจงกรม  ประมาณ 3 ทุ่มเศษๆ ลูกแก้วก็ลอยปรากฏให้เห็นอีก  คราวนี้ลอยต่ำกว่าทุกคราว คือเรี่ย ๆ ศีรษะพอดี 

ท่านพระอาจารย์พุฒก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก  จะลอยวนเวียนอย่างไรก็ช่าง  ท่านเดินจงกลมรักษาสติอย่างเดียว  คืนต่อ ๆ มาก็ปรากฏเช่นนี้ทุกคืน

และจนคืนหนึ่งดวงแก้วลอยต่ำลงมากแล้วยังวนเวียนช้าๆ รอบๆ ตัวท่านอีกด้วย  แสงสีเรืองๆ นั้นทำให้ท่านหยุดพิจารณาแล้วยื่นมือไปหยิบดวงแก้ววิเศษนั้น 

ท่านบอกว่ามันง่ายดายมาก  พอท่านจับดวงแก้วไว้แสงเรืองๆ สว่างๆ นั้นก็ค่อยๆ มืดดับไปจนหมด  เหลือแต่สภาพเป็นดวงแก้ว (สีขุ่นขาวนวลไม่ถึงกับใสแจ๋วนัก)

ท่านจึงพิจารณาทราบว่า เจ้าของหมายถึง  ผู้รักษาแก้วนั้นหรือแก้วกายสิทธิ์นั้นคงจะให้ท่าน  ท่านจึงเก็บไว้  ต่อมาท่านได้ถวายพระอาจารย์แนนซึ่งเป็นพระธุดงค์อีกองค์หนึ่งไป 

(นี่เป็นเรื่องจริงทุกประการ  ท่านสามารถเรียนถามได้จาก พระอาจารย์พุฒ วัดเขาสวนกวางได้ทุกเวลา)

เรื่องนี้ก็เป็นไปได้ กล่าวคือ จักรพรรดิทั้งหลายทั้งปวงนั้น ท่านไม่มีกายเนื้อ การที่ไม่มีกายเนื้อนั้น ทำให้ไม่สามารถสร้างบารมีได้ด้วยตัวของท่านเอง

ถ้าถามว่า ทำไมจักรพรรดิต้องสร้างบารมี 

คำตอบก็เป็นอย่างนี้ จักรพรรดิต้องสร้างบารมีตลอดไม่ว่าจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วหรือไม่

เรื่องนี้เมื่อเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าแล้ว  พระพุทธเจ้าเมื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ก็หมดหน้าที่ในโลกมนุษย์  คือ ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์อีกต่อไป

หน้าที่ของพระพุทธองค์มีอย่างเดียวคือ คำนวณบารมีให้กับมนุษย์ที่เป็นพุทธศาสนิกชน อย่างอื่นไม่ต้องทำอะไร

แต่จักรพรรดิไม่ใช่อย่างนั้น

จักรพรรดิที่ยังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณก็ต้องสร้างบารมีอยู่แล้ว เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทาง 

ส่วนจักรพรรดิที่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็ยังต้องมาสร้างบารมีเพิ่มเติมอีก เพราะ ท่านมีหน้าที่ดูแลศาสนา

แต่ในเมื่อท่านไม่มีกายเนื้อ ท่านก็ต้องหา “มนุษย์” ที่ท่านจะร่วมสร้างบารมีด้วย  ท่านจึงมาแสดงฤทธิ์ ฯลฯ เพื่อให้มนุษย์เอาเรือนของท่านไป ท่านก็จะสามารถไปสร้างบารมีร่วมกันมนุษย์ได้

แล้วจักรพรรดินั้น มีมากมายมหาศาล แบบไม่ต้องไปอิจฉาว่า คนโน้นมีมากอะไรทำนองนั้น  ถ้าท่านเป็นคนปฏิบัติธรรม ต้องการเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ไม่ต้องกลัวเลย จักรพรรดิจะไปอยู่กับท่านอย่างแน่นอน

และจักรพรรดินั้น มีกฎกติกามารยาทค่อนข้างแน่นอน คือ ไปอยู่กับใครแล้ว มักจะอยู่กับคนนั้นตลอดไป ยกเว้นว่า คนๆ นั้น ถอดใจเลิกการสร้างบารมี ท่านก็ต้องไปหาผู้ร่วมสร้างบารมีใหม่

แต่ในกรณีที่เป็นจักรพรรดิคู่บารมี คือ รัตนะ 7 คู่บารมี [ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว มณีแก้ว และจักรแก้ว]  ท่านจะอยู่กับเราตลอด

เมื่อไหร่ที่เราหยุดสร้างบารมี ไปทำความเลวบ้าง เรื่องเลวไหลไร้สาระบ้าง ท่านจะถอนถอยกลับไปอยู่ ณ ที่ของท่านก่อน เมื่อไหร่เรากลับมาสร้างบารมี ท่านก็จะกลับมาช่วยอีก



ความลับของดวงแก้ว [1]

ในหนังสือ “แก้วกายสิทธิ์” ของเว็บนวกาพรหมเขียนเรื่อง “ความลับของดวงแก้ว” ไว้หลายเรื่องหลายประเด็น และเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ดังนี้

ความลับและความสำคัญยิ่งของดวงแก้วกายสิทธิ์-จักรพรรดิ

ดวงแก้วกลมใสบริสุทธิ์ ที่เจียระไนจากหินแก้วบริสุทธิ์ที่มีขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๓ นิ้วขึ้นไปนั้นมีคุณค่าต่อการทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงอย่างสำคัญยิ่ง

เพราะดวงแก้วขนาดใหญ่เกิน ๓ นิ้วนี้ จึงจะมีกำลังฤทธิ์แรง  ช่วยในการเดินวิชชาธรรมกายได้เร็วมีพลังขึ้น

ตรงนี้โดยหลักการหรือในทางทฤษฎีแล้ว เป็นเช่นนั้นจริง คือ ดวงแก้วที่ใหญ่กว่า จักรพรรดิที่อยู่ข้างในจะมีบารมีมากกว่า 

แต่จากประสบการณ์ตรง ผมพบว่า ดวงแก้วเล็กกว่า แต่จักรพรรดิมีบารมีมากกว่าก็มี และมีเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น การที่จะรู้ว่า ดวงแก้วใดจักรพรรดิมีบารมีมากหรือไม่ ให้ดูกายของท่าน ถ้ากายใหญ่กว่าและใสกว่า ก็ย่อมมีบารมีมากกว่า

และดวงแก้วใสขนาดใหญ่  ที่ใสบริสุทธิ์นี้เมื่อนำมาเดินวิชชาธรรมกายขั้นสูงแล้วจะมีอานุภาพยิ่งนัก

๑. เช่นช่วยในการเชื่อมสายสมบัติบันดาลให้เกิดสมบัติต่างๆ ใช้ในการคำนวณผังอุดมสมบูรณ์พูนสุข  เช่นในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสมัยนั้นมีพระ เณร แม่ชี ศิษย์วัดรวมนับเป็นพันชีวิต

หลวงพ่อต้องรับภาระเลี้ยงดูตั้งโรงครัวเลี้ยง  ซึ่งท่านก็ได้อาศัยดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ นิ้ว ๓ ดวง มาเจริญวิชชา ช่วยเชื่อมสายสมบัติ  จนวัดปากน้ำ  เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์จนปัจจุบันนี้

๒. ในการเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม (วิชชารบ)  (วิชชาปราบมาร)

เป็นวิชชาสูงสุดยอดของวิชชาธรรมกายนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยดวงแก้วขนาดใหญ่ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะกายมนุษย์นั้นต้องมีการกิน, การถ่าย, การพักผ่อนหลับนอน พูดง่าย ๆว่ายังมีโอกาสเผลอได้ 

ส่วนจักรพรรดิในดวงแก้วนั้น ไม่มีการกิน การถ่าย แบบมนุษย์ ดังนั้น ผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ หรือพระโยคาวจรผู้ทำวิชชา จึงสามารถถ่ายทอด วิชชาปราบมารให้จักรพรรดิในดวงแก้ว  ทำวิชชาแทนกายมนุษย์ได้ดีเป็นคุณประโยชน์ต่อการทำวิชชาขั้นสูงสุดในวิชชาธรรมกาย

ตรงนี้ไม่จริงทั้งหมด  ความจริงเป็นอย่างนี้

จักรพรรดินั้น จะเรียนวิชาไปพร้อมๆ กับ เรา ไม่ใช่ว่า เราเรียนวิชาแล้ว เอาไปสอนจักรพรรดิ และในบางครั้ง จักรพรรดิท่านก็สอนกันเอง โดยเราไม่รู้เรื่องด้วยก็เป็นไปได้

สำหรับที่ว่า เมื่อมนุษย์นอนแล้ว จักรพรรดิจะทำหน้าที่เป็นการ์ดให้อย่างนั้น ไม่จริงอย่างนั้นในทางปฏิบัติ

ในการสู้รบกับมารนั้น ต้องอาศัยกายมนุษย์หยาบเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อกายมนุษย์หยาบหลับ ประสิทธิภาพในการรบของจักรพรรดิทั้งหลายก็ลดลง  ไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเช่นตอนที่กายเนื้อยังไม่หลับ

พูดง่ายๆ ก็คือ กายเนื้อสำคัญที่สุด ตอนกายเนื้อหลับก็เป็นจุดอ่อนที่สุดของเรา

และในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ท่านสั่งให้บรรดาศิษย์ผู้เชี่ยวชาญในการทำวิชชาธรรมกาย ให้นำดวงแก้วกายสิทธิ์จักรพรรดินำมาถือไว้ในมือ ขณะทำวิชชา

หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่า จะช่วยให้การทำวิชชาเร็วและแรงขึ้น และนอกจากนี้ ดวงแก้วหินใส  ขนาดใหญ่ ถ้าหากได้นำมาเจริญวิชชาธรรมกายอย่างชำนาญแล้ว

องค์จักรพรรดิในดวงแก้วหรือองค์กายสิทธิ์ในดวงแก้ว  สามารถจดจำวิชชาที่กายมนุษย์ได้ทั้งหมดอีกด้วย

คุณค่าและความสำคัญของดวงแก้วหินใสในวิชชาธรรมกายนั้นมีอีกมาก และไม่อาจนำมาเปิดเผยชี้แจงให้ทุกท่านทราบได้ในขณะนี้

นอกจากว่า ท่านได้ลงมือปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมกาย และท่านได้ศึกษาทำวิชชา  ตามแนววิชชาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำแนะนำไว้ ท่านจะทราบและรู้ซึ้ง  ในคุณค่าของดวงแก้วหินใส ว่ามีความสำคัญยิ่งเพียงใด

โดยเฉพาะในการทำวิชชาปราบมาร และการทำวิชชาเข้าไปยึดสิทธิอำนาจในธาตุธรรม เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งต้องอาศัยหินใสบริสุทธิ์ช่วยขณะทำวิชชา คือ วิชาปราบมารซึ่งมารเกรงกลัวเป็นที่สุด

เพราะถ้ากายมนุษย์ธาตุธรรมสายขาวใส  ได้บรรลุธรรมกายและทำวิชชาขั้นสูงสะสางธาตุธรรม  วิชชารบ (ปราบมาร)  โดยถือดวงแก้วหินขาวใสบริสุทธิ์ขนาดเกินผลส้มเข้าไว้ในมือ  แล้วเจริญวิชชาธรรมกาย จะเกิดประสิทธิภาพฤทธิ์เดชในส่วนหยาบส่วนละเอียด 

ส่งผลให้วิชชาธรรมกายฝ่ายพระหรือฝ่ายบุญภาคปราบมีอานุภาพมากเฉียบขาด ทำวิชชาประกอบกันจะเกิดพลานุภาพ ฤทธิ์ ,สิทธิ์,อำนาจ,เฉียบขาด

สามารถขจัดอวิชชา,ปราบมารได้ผลดีสุดจะประมาณ และบรรดาจักรพรรดิฝ่ายปราบบนพระนิพพานก็ซ้อนกายลงมาช่วยทำวิชชาในดวงแก้วหินขาวใสนั้นด้วย

จึงเกิดผลดีต่อการเจริญวิชชาธรรมกายเบื้องสูงสุดจะประมาณทีเดียว ฝ่ายมารจะระเบิดวิชชาฝ่ายเราไม่แตก

ขออธิบายเพิ่มเติมไว้ดังนี้

ในการทำวิชาของมนุษย์นั้น  จักรพรรดิที่มีอยู่ทั้งหมดจะมาช่วยอยู่แล้ว เพราะ เป็นหน้าที่ของท่าน ดังนั้น เราไม่ต้องถือดวงแก้วไว้ในมือตลอดเวลาก็ได้

ยกตัวอย่างที่บ้านผม มีเรือนจักรพรรดิเป็นหมืนเรือน เราจะเอามาถือไว้ทั้งหมดได้อย่างไร  การถือดวงแก้วไว้ในมือนั้น อาจจะทำบ้างเมื่อได้มาใหม่ๆ

แต่ในการรบกับมารจริงๆ ไม่ต้องถือไว้

บรรพบุรุษของไทยได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้วตั้งแต่โบราณกาล

มีบุคคลท่านหนึ่งเป็นบุคคลเก่าแก่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมะคือคุณแฉล้ม อุศุภรัตน์  ท่านก็ได้แก้วกายสิทธิ์รูปร่างคล้ายไข่นกเป็นแก้วสีน้ำผึ้ง  สวยงามมาก  ปาฏิหาริย์มาปรากฏที่บูชาเอง 

และมีอุบาสิกา  คหปตานีที่อุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาแต่ต้น  จนหลวงพ่อมรณภาพไปและอุบาสิกาท่านผู้นี้ก็ได้ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายมากับหลวงพ่ออย่างเชี่ยวชาญ  ท่านได้รู้ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับกายสิทธิ์ 

ท่านเล่าให้ฟังว่า...........

สมัยนั้นมีศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่งชื่อพระสิงห์ทองได้ปฏิบัติวิชชาธรรมกาย  สามารถนั่งเจริญวิชชาธรรมกาย  เข้านิโรธได้วันละหลายชั่วโมง

ปรากฏว่า ท่านเห็นในเหตุด้วยญาณทัศนะของธรรมกายว่า  ทุกวันขณะท่านนั่งเข้าสมาธิก็มีแก้วกายสิทธิ์ลอยวนรอบตัว  จนพอถึงวันที่ ๗ จึงตกลงมาใกล้ตัวท่าน

มีลักษณะขาวใสเหมือนน้ำค้าง  มีลักษณะรี ป้องสั้นคล้ายไข่เต่าน้ำจืด  ขาวใสมาก  ท่านจึงเก็บรักษา  และต่อมาจึงได้ให้โยมอุปัฏฐาก ข้างวัดปากน้ำไป ปัจจุบันก็ยังมีหลักฐานอยู่

ยังมีท่านแม่ชีอาจารย์ทองสุข  สำแดงปั้น ท่านเชี่ยวชาญการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย  นั่งสมาธิเข้าที่จนมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาโปรดหลายครั้ง  และมีแก้วกายสิทธิ์เสด็จมาอยู่ด้วย

มีลักษณะยาวรีคล้ายไข่เต่ามีสีคล้ายหยกเขียวอ่อนจางๆ   ซึ่งต่อมาท่านแม่ชีทองสุขได้มอบให้แม่ชีเธียร ธีระสวัสดิ์  ไว้ติดตัวช่วยเหลือ  เป็นกำลังในการปฏิบัติวิชชาธรรมกายและการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย 

บางท่านอาจสงสัย  แต่ถ้าท่านปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกายท่านจะรู้จะเข้าใจ แจ่มแจ้ง ทั้งรู้และเห็นด้วยตนเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง  คือ เรื่องที่ว่าดวงแก้วลอยได้ ไปไหนมาไหนได้นี้ เป็นเรื่องจริง ผมเองก็ได้ดวงแก้วแบบนี้มาหลายดวง

ที่ว่าได้มาหลายดวงนั้น คือ ท่านตกลงมาให้ไปเก็บ บางทีก็ตกมาอยู่ที่หน้าบันไดบ้าน ข้างบ้านบ้าง


ส่วนที่ไปหาซื้อมาจากหนองคายนั้น มีอีกเป็นจำนวนมาก